
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเดินหน้าเร่งเครื่องยุทธศาสตร์ “Pay Like a Local” เพื่อผลักดันระบบชำระเงินแบบสแกน QR Code ข้ามแดนให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการชำระเงินรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ เป้าหมายคือให้ต่างชาติสามารถใช้แอปธนาคารหรืออีวอลเล็ตจากประเทศต้นทางสแกนจ่ายได้ทั่วไทย ลดการพึ่งเงินสด และเพิ่มความราบรื่นในการใช้จ่ายระหว่างท่องเที่ยว
แนวคิดหลักของโครงการคือ “จ่ายเหมือนคนท้องถิ่น” นักท่องเที่ยวสามารถใช้แอปที่คุ้นเคยจากประเทศตนเองสแกน QR ของร้านค้าที่ร่วมรายการในไทยได้โดยตรง ซึ่ง ททท.มองว่าเป็นการตอบโจทย์พฤติกรรมนักเดินทางยุคดิจิทัลโดยเฉพาะจากตลาดเอเชียตะวันออกและประเทศเพื่อนบ้านที่คุ้นชินกับการใช้จ่ายผ่านมือถือในชีวิตประจำวันมาแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญทั้งในการยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ และตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสมัยใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวดิจิทัลทั่วโลก
ททท.ระบุว่า ปัจจุบันบริการชำระเงินข้ามแดนผ่าน QR รองรับผู้ใช้จากหลายประเทศในเอเชีย อาทิ จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ โดยมีธนาคารและพันธมิตรด้านการชำระเงิน เช่น Alipay และ WeChat Pay เข้าร่วมในโครงการ ความพร้อมด้านระบบหลังบ้านนี้ถูกผสานเข้ากับการทำตลาดเชิงรุกของ ททท. ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ มุ่งเน้นเป็นพิเศษในตลาดเอเชียตะวันออก ควบคู่กับการส่งเสริมให้แหล่งท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วประเทศเร่งรับระบบ QR ข้ามแดนมากขึ้น
ในฝั่งผู้ประกอบการ ททท.และพันธมิตรจัดกิจกรรมส่งเสริมการรับชำระเงินรูปแบบใหม่ผ่านโครงการ Merchant Activation Roadshow ที่ศูนย์การค้าเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ในกรุงเทพฯ เพื่อให้ข้อมูล ให้คำปรึกษา และสนับสนุนให้ร้านค้าท้องถิ่นหันมาใช้ระบบรับจ่ายแบบดิจิทัล การขยายฐานร้านค้าที่พร้อมรองรับ QR ข้ามแดนถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมระบบการเงินของนักท่องเที่ยวเข้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่ง ททท.เชื่อว่าจะช่วยทั้งเพิ่มความสะดวกให้นักท่องเที่ยว และเปิดประตูรายได้ใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในยุคการท่องเที่ยวไร้เงินสดที่กำลังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

Apotheken in Deutschland erhalten deutlich mehr Handlungsspielraum: Der Bundesrat hat eine Reform der schwarz-roten Koalition passieren lassen, die die Rolle der Offizinen im Gesundheitswesen spürbar aufwertet. Ziel ist es, die wohnortnahe Versorgung zu stärken, Wartezeiten in Arztpraxen zu reduzieren und Prävention sowie Früherkennung auszubauen. Das Paket war zuvor bereits vom Bundestag beschlossen worden.
Kern der Reform ist ein erweitertes Leistungsangebot in Apotheken. Künftig sollen dort zusätzliche Vorsorge- und Früherkennungsuntersuchungen möglich sein, etwa zu Herz-Kreislauf-Erkrankungen, Diabetes oder Angeboten rund um das Rauchen. Apotheken können damit stärker als bisher in der Prävention ansetzen und Risiken identifizieren, bevor es zu manifesten Erkrankungen kommt.
Auch im Impfbereich werden die Kompetenzen ausgeweitet. Neben den bereits etablierten Grippe- und Corona-Impfungen dürfen Apotheken künftig alle Schutzimpfungen mit sogenannten Totimpfstoffen anbieten, darunter etwa Tetanus. Ergänzend werden Blutabnahmen erlaubt, etwa um Medikamentenwirkungen zu kontrollieren. Damit rücken Apotheken näher an klassische ärztliche Tätigkeitsfelder heran, ohne diese vollständig zu ersetzen.
Besonders sensibel ist die neue Möglichkeit, in eng begrenzten Fällen verschreibungspflichtige Medikamente ohne ärztliche Verordnung abzugeben. Erlaubt ist künftig die einmalige Ausgabe der kleinsten Packungsgröße auf Selbstzahlerbasis, wenn ein Arzneimittel seit längerem eingenommen wird und die Fortführung der Therapie keinen Aufschub erlaubt. Die Regelung soll Versorgungslücken schließen, etwa wenn ein Rezept nicht rechtzeitig vorliegt, und bleibt zugleich strikt begrenzt, um Missbrauch zu vermeiden.