
ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่เหมาะสำหรับการเกษียณอายุอันดับหนึ่งในเอเชียและอันดับที่เก้าในโลก จากดัชนี Global Retirement Index 2026 ของสื่อสหรัฐ International Living สอดรับกับภาพพัทยาที่ถูกหยิบยกเป็นหนึ่งในเมืองปลายทางเกษียณชั้นนำของภูมิภาค โดยมีชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติเลือกใช้ชีวิตระยะยาวมากขึ้น ทั้งจากยุโรป สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐ อินเดีย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย ตะวันออกกลาง รวมถึงแรงงานเพื่อนบ้านจากเมียนมาและเวียดนามที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการในพื้นที่
ดัชนีดังกล่าวให้คะแนนภาพรวมประเทศไทยที่ 80.0 คะแนน โดยโดดเด่นด้านค่าครองชีพซึ่งได้สูงถึง 96 คะแนน สะท้อนความรู้สึกของผู้เกษียณต่างชาติว่าประเทศไทยมอบคุณภาพชีวิตที่คุ้มค่ากับรายจ่ายเมื่อเทียบกับหลายประเทศ นอกจากนี้ไทยยังได้ 84 คะแนนด้านการพัฒนาและธรรมาภิบาล และ 79 คะแนนในหมวดระบบสาธารณสุข รวมถึงวีซ่าและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้เกษียณ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศสู่การเป็น Medical and Wellness Hub ดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังจ่ายสูงทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การรักษาพยาบาลมูลค่าสูง และบริการดูแลผู้สูงอายุ
ขณะเดียวกัน เมืองพัทยาซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญของตลาดเกษียณและท่องเที่ยวระยะยาว กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ป้ายธุรกิจในหลายย่านการค้าเปลี่ยนเป็นภาษาต่างประเทศจำนวนมาก และมีผู้ประกอบการหรือเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวหลังช่วงซบเซา อย่างไรก็ดี การขยายตัวดังกล่าวกำลังกระตุ้นข้อถกเถียงในสังคมท้องถิ่น ว่าบทบาทผู้ประกอบการไทยและอัตลักษณ์วัฒนธรรมจะถูกรักษาไว้ได้มากน้อยเพียงใดท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์
เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ยังชี้ให้เห็นด้านกลับของความสำเร็จ ทั้งประเด็นธุรกิจผิดกฎหมาย แรงงานนอกระบบ ปัญหายาเสพติด และคนไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งชุมชนมองว่าจำเป็นต้องมาคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อรักษาความปลอดภัยและภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ท่ามกลางการที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุขเพื่อรองรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติในระยะยาว ความท้าทายของพัทยาและเมืองท่องเที่ยวหลักจึงอยู่ที่การหาสมดุลระหว่างการเป็นจุดหมายเกษียณระดับโลกกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับคนท้องถิ่นไปพร้อมกัน

Apotheken in Deutschland erhalten deutlich mehr Handlungsspielraum: Der Bundesrat hat eine Reform der schwarz-roten Koalition passieren lassen, die die Rolle der Offizinen im Gesundheitswesen spürbar aufwertet. Ziel ist es, die wohnortnahe Versorgung zu stärken, Wartezeiten in Arztpraxen zu reduzieren und Prävention sowie Früherkennung auszubauen. Das Paket war zuvor bereits vom Bundestag beschlossen worden.
Kern der Reform ist ein erweitertes Leistungsangebot in Apotheken. Künftig sollen dort zusätzliche Vorsorge- und Früherkennungsuntersuchungen möglich sein, etwa zu Herz-Kreislauf-Erkrankungen, Diabetes oder Angeboten rund um das Rauchen. Apotheken können damit stärker als bisher in der Prävention ansetzen und Risiken identifizieren, bevor es zu manifesten Erkrankungen kommt.
Auch im Impfbereich werden die Kompetenzen ausgeweitet. Neben den bereits etablierten Grippe- und Corona-Impfungen dürfen Apotheken künftig alle Schutzimpfungen mit sogenannten Totimpfstoffen anbieten, darunter etwa Tetanus. Ergänzend werden Blutabnahmen erlaubt, etwa um Medikamentenwirkungen zu kontrollieren. Damit rücken Apotheken näher an klassische ärztliche Tätigkeitsfelder heran, ohne diese vollständig zu ersetzen.
Besonders sensibel ist die neue Möglichkeit, in eng begrenzten Fällen verschreibungspflichtige Medikamente ohne ärztliche Verordnung abzugeben. Erlaubt ist künftig die einmalige Ausgabe der kleinsten Packungsgröße auf Selbstzahlerbasis, wenn ein Arzneimittel seit längerem eingenommen wird und die Fortführung der Therapie keinen Aufschub erlaubt. Die Regelung soll Versorgungslücken schließen, etwa wenn ein Rezept nicht rechtzeitig vorliegt, und bleibt zugleich strikt begrenzt, um Missbrauch zu vermeiden.